เทรนด์อะไรที่ทำให้ธุรกิจคุณเจ๊งได้ภายใน 5 ปี

เทรนด์อะไรที่ทำให้ธุรกิจคุณเจ๊งได้ภายใน 5 ปี

พอล ณัฐศิษฏ วาจาสิทธิศิลป์

สำหรับการแบ่งปันในหัวข้อนี้ ถือว่ามีความเกี่ยวเนื่องจากบทความที่มีชื่อว่า 30 คำถามสำคัญของการทำธุรกิจ ซึ่งคำถามแรกก็คือ เทคโนโลยีอะไรที่เกิดขึ้นมาแล้วจะทำให้ธุรกิจล้มหายตายจากไป ดังนั้น วันนี้ผมจะมาอธิบายให้เห็นภาพกับแบบเจาะลึกเลยว่าถ้ามันมาแล้ว มันจะส่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวงขนาดไหน

โดยในอนาคต เทคโนโลยีจะเป็นตัวแปลสำคัญที่ทำให้คนสามารถประสบความสำเร็จ และไม่ประสบความสำเร็จก็ได้ จนมีคนประเภทที่ถูกเรียกว่า “แพ้อย่างหมดรูป” กับคนที่ “ชนะแบบทิ้งระยะไม่เห็นฝุ่น” เลยทีเดียว

ถ้าใครไม่ได้เรียนรู้ที่จะสร้างสรรค์นวัตกรรม หรือเทคโนโลยี ไม่ได้เรียนรู้ที่จะปรับใช้ให้สอดคล้องกับธุรกิจของเรา ก็อาจจะกลายเป็นคนที่แพ้อย่างหมดรูปได้ภายใน 5 ปี หรือที่แย่ไปกว่านั้น เทคโนโลยีอาจจะเตะเราออกไปจากการทำธุรกิจและไม่สามารถหวนกลับคืนสู่วงการได้อีกเลย

ซึ่งในปัจจุบันต้องยอมรับว่า ประเทศไทยเองยังขาดเรื่องนวัตกรรมมากพอสมควร และเทคโนโลยีต่าง ๆ นั้นเราจะต้องพึ่งพาจากต่างประเทศ ทำให้เงินตราไหลออกนอกประเทศโดยที่หลาย ๆ คนก็ไม่ได้สนใจ เพราะคิดว่าเทคโนโลยีที่มีเข้านั้น มันทำให้ชีวิตสะดวกสบายขึ้น ก็ไม่เห็นจะต้องไปต่อต้านอะไรเลย

แต่ถ้าเรามองในเชิงเศรษฐศาสตร์ การที่ประเทศเราสูญเสียความสามารถในการควบคุมอัตราการไหลออกของเงินตรา ก็ถือเป็นสิ่งที่มีความน่าเป็นห่วง หากยังเป็นเช่นนี้อยู่ต่างต่อเนื่องยาวนาน ในอนาคตประเทศก็จะต้องประสบกับปัญหาทางเศรษฐกิจขึ้นมาได้

ร่วมถึง เทคโนโลยีทุกวันนี้ ยังแฝงมาด้วยการเก็บข้อมูล หรือมีการเกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงกับเรื่องการเมือง การเงิน ประชากร ภูมิประเทศ ซึ่งในเชิงรัฐศาสตร์การเมืองระหว่างประเทศ หากเราไม่สามารถควบคุมข้อมูลสำคัญต่าง ๆ เหล่านี้ ก็ถือว่าเป็นสิ่งที่จะทำให้ประเทศเกิดความเสียเปรียบได้ในระดับโลก

ดังนั้น เรื่องของเทคโนโลยีถือเป็นวาระสำคัญในระดับโลก และเกี่ยวข้องทั้งในภาพใหญ่ระดับโลก ระดับประเทศ ตลอดไปจนถึงระดับที่เล็กลงมา คือในระดับองค์กรธุรกิจต่าง ๆ จนกระทั่งในหน่วยที่เล็กที่สุดคือ สิ่งที่จะเกิดขึ้นกับตัวเราโดยตรง ซึ่งวันนี้เราจึงจะต้องมาดูกันว่า เทรนด์อะไรที่ทำให้ธุรกิจคุณเจ๊งได้ภายใน 5 ปี

เครดิตภาพ: www.pexels.com/th-th/photo/3752190/

Trend 1: Automation

คือเทคโนโลยีอัตโนมัติ ที่จะมีการผสมผสานกันทั้งด้านซอฟแวร์และหุ่นยนต์ ยกตัวอย่างเช่น ในการขนส่งภาคอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็น รถไฟ, เครื่องบิน, โดรน, รถยนต์, เรือ หรือแม้กระทั่ง โดรน ซึ่งในต่างประเทศก็ได้มีการทดสอบการส่งพัสดุด้วยโดรนกันแล้ว เพื่อให้สามารถสั่งซื้อสินค้าออนไลน์ และรับสินค้าได้ภายใน 15-30 นาที ซึ่งแน่นอนว่าในวันที่กระบวนการขนส่งแบบนี้เกิดขึ้นอย่างจริงจังเมื่อไหร่ ระบบการขนส่งสินค้าแบบเดิมก็จะต้องได้รับผลกระทบอย่างแน่นอน

หรือถ้าวันหนึ่ง Taxi ไม่ต้องมีคนขับ ไม่ต้องมีคนขับรถที่ต้องรีบไปเอารถไปส่งอู่ คนขับรถที่ต้องแวะเติมแก๊ส คนขับรถที่ชอบพูดเรื่องการเมืองให้ฟัง เพราะจะมีเทคโนโลยีรถยนต์อัตโนมัติเข้ามาแทนที่ แล้วคนขับ Taxi จะไปทำมาหากินอะไร ซึ่งผมพยากรณ์ได้เลยว่าความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้นภายใน 10 ปี และถ้าวันนี้ผมเป็นคนขับ Taxi ผมต้องคิดแล้วว่าในระหว่าง 10 นี้ ผมจะพัฒนาตัวเองอย่างไร หรือจะไปทำอาชีพอะไรเพื่อให้อยู่รอดต่อไปได้

หรือในการขนส่งทางอากาศยาน อาชีพคนขับเครื่องบินอาจจะไม่ต้องมีอีกต่อไปแล้วก็ได้ เพราะอาจจะเป็นอากาศยานที่ไร้คนขับ รวมถึงการขนส่งทางถนน บรรดารถบรรทุกต่าง ๆ ที่ขนส่งสินค้าภาคพื้น ก็จะค่อย ๆ หายไป เพราะการขนส่งแบบอัตโนมัติได้เข้ามาแทนที่ ซึ่งได้อเมริกาได้เกิดขึ้นแล้ว โดยบริษัทเทสล่า ได้ทำการทดลองการขนส่งแบบอัตโนมัติ โดยใช้รถบรรทุกที่ไม่มีคนขับ ซึ่งมีความปลอดภัย ปราศจากการหลับในแน่นอน

นอกจากเรื่องการขนส่งแล้ว ธุรกิจอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับภาคการขนก็จะต้องได้รับผลกระทบต่อเนื่องไปเป็นห่วงโซ่แน่นอน เช่น ธุรกิจร้านอาหาร ธุรกิจคลังสินค้า โกดังเก็บของ ห่างสรรพสินค้า ธุรกิจออนไลน์ เป็นต้น

รวมถึงเทคโนโลยีอัตโนมัติจะเป็นสิ่งที่แทรกซึมเข้าสู่วิธีชีวิตของเราในทุกรูปแบบ ไม่จำกัดเฉพาะในภาคขนส่งเท่านั้น ในในภาคอุตสาหกรรมอื่น ๆ ก็จะมีการใช้เทคโนโลยีอัตโนมัติด้วยเช่นกัน

ยกตัวอย่าง ระบบเก็บเงินแบบอัตโนมัติของการทางพิเศษแห่งประเทศไทย หรือที่เรียกว่า M-Flow ซึ่งจะเป็นระบบเก็บค่าผ่านทางแบบอัตโนมัติ โดยห่างโครงการนี้ประสบความสำเร็จ ก็จะส่งผลให้เกิดการปลดพนักงานออก 2,000 คน เพราะไม่จำเป็นต้องใช้คนมานั่งเก็บเงินอีกต่อไปแล้ว

ดังนั้น ถ้าใครเห็นสัญญาณต่อไปนี้ และปรับตัวได้ก่อน ก็จะได้เปรียบ และอย่าเป็นม้าที่ต้องโดนลงแส้ก่อนถึงออกวิ่ง แต่จงเป็นม้าที่แค่ได้กลิ่นแส้ก็เริ่มวิ่งได้แล้ว

เครดิตภาพ: www.pexels.com/th-th/photo/5146492/

Trend 2: Internet of Things (IoT)

หมายถึงการที่สรรพสิ่งเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตได้ และกลายเป็นสิ่งที่มีความอัจฉริยะมากขึ้น เช่น นาฬิกา เสื่อโยคะ ที่ชั่งน้ำหนัก รถยนต์ กระจกแต่งตัว เครื่องเล่นเพลง เป็นต้น เมื่ออุปกรณ์เหล่านี้เชื่อมต่อกับระบบอินเตอร์เน็ตได้ ก็จะมีความฉลาดมากขึ้น สามารถจะตอบสนองความต้องการของผู้ใช้งานได้ดียิ่งขึ้น อย่างเทคโนโลยีบางอย่างก็มีความสามารถขึ้นกับพูดจาโต้ตอบกับเราได้เลยทีเดียว เช่น  Siri หรือ Alexa เป็นต้น

ซึ่งการเชื่อมต่อสิ่งต่าง ๆ เข้าด้วยกันผ่านระบบอินเตอร์เน้นนั้นจะทำให้เราสามารถมีชีวิตที่สะดวกสบายขึ้น เช่น สามารถบอกให้ Siri ช่วยสั่งอาหารให้เรา และในธุรกิจที่เป็นร้านอาหาร ถ้าไม่ได้มีศึกษาทำความเข้าใจเรื่องราวเหล่านี้ ไม่ได้เข้าไปอยู่ใน Platform เดียวกันกับเขา ร้านค้า ร้านอาหารเหล่านี้ก็อาจจะสาบสูญไปในอนาคตก็ได้ เพราะลูกค้าจะเลือกใช้บริการในสิ่งที่ง่ายกว่า สะดวกกว่า เป็นอันดับแรก ดังนั้น ในยุคต่อไประบบการสั่งงานด้วยเสียงจะมาแน่นอน และถ้าธุรกิจของใครเข้าสู่กระแสนี้ไม่ทัน ก็จะตกขบวนไป เหมือนกับเมื่อก่อน ใครที่เข้า Facebook ช้าก็โดนคู่แข่งวิ่งแซงไปแล้ว

ซึ่งได้มีการคาดคะเนว่าภายในปี 2021 จะมีอุปกรณ์ Iot เชื่อมต่อเข้าสู่ระบบอินเตอร์ถึง 75,000 ล้านเครื่อง ดังนั้น วันนี้เราต้องเริ่มคิดแล้วว่าเมื่อโลกเขาสู่ยุค Iot เราจะต้องมีความพร้อมในเรื่องอะไรบ้าง เพื่อที่จะให้ธุรกิจของเราอยู่รอดปลอดภัยต่อไปได้ รวมถึงเรายังอาจจะสามารถใช้กระแสตรงนี้พลักดันให้ธุรกิจของเราเติบโตอย่างก้าวกระโดดได้ด้วยเช่นกัน

เครดิตภาพ: www.pexels.com/th-th/photo/8386360/

Trend 3: Artificial intelligence (AI)

เมื่อคอมพิวเตอร์สามารถเรียนรู้ได้ เช่นเดียวกับมนุษย์ สิ่งนี้ก็จะทำยให้ความสามารถของ AI พัฒนาไปได้แบบก้าวกระโดด ซึ่งการเรียนรู้เหล่านี้มันจะมีความรวดเร็วกว่ามนุษย์อย่างแน่นอน ด้วยข้อมูลมหาศาลและพลังแห่งการประมวลผล

ซึ่ง AI จะมีความสามารถคล้าย ๆ กับมนุษย์ คือ

  • SEE ดู (เช่น. ซอฟต์แวร์จดจําใบหน้า) ในอนาคตเราอาจจะไม่ต้องมีเจ้าหน้าที่ต้อนรับตามโรงแรมอีกแล้ว ลูกค้าเดินเข้าไปใช้บริการ ก็จะมีการประมวลผลจากใบหน้าเลยว่า ลูกค้าคนนี้เป็นใคร เคยเข้าพักมาก่อนหรือเปล่า เป็นสมาชิกหรือเปล่า แล้วระบบก็จะมีเสียงหุ่นยนต์พูดตอนรับทันที และคอยให้คำแนะนำที่จำเป็นกับลูกค้าได้
  • READ อ่าน (เช่น. วิเคราะห์ข้อความโซเชียลมีเดีย) ซึ่งตอนนี้มันก็มีอยู่แล้ว ผมก็ได้ใช้เทคโนโลยีนี้จากเยอรมันเมื่อสัก 8-9 ปีที่แล้ว โดยใช้เป็นเครื่องมือช่วยวิเคราะห์ช่องทางโซเชียลมีเดีย เช็คว่ามีคนเข้าเว็บไซต์คู่แข่งมากน้อยแค่ไหน ซึ่งเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่เลย แต่มันจะพัฒนาให้สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และแน่นอน คนที่ทำอาชีพนักวิเคราะห์ข้อมูลก็จะต้องหายไป เพราะ AI มาทำหน้าที่นี้แทน ยกเว้นนักวิเคราะห์ข้อมูลที่มีทักษะในระดับสูง ที่สามารถวิเคราะห์ข้อมูลที่มีความสลับซับซ้อนมาก ๆ เกินกว่าที่ AI จะทำได้
  • LISTEN ฟัง (เช่น. Alexa ยืนเคียงข้างเพื่อตอบทุกคำยสั่งของคุณ)
  • SPEAK พูด (เช่น. Alexa สามารถตอบคุณได้)
  • FEEL วัดอารมณ์ของเรา (เช่น การคํานวณทางอารมณ์). มีการตรวจจับใบหน้าว่ากล้ามเนื้อใบหน้าของเรามีลักษณะอย่างไร น้ำเสียงปกติดีไหม ดวงตามีน้ำตาใหม่ หัวใจเต้นเร็วเกินไปหรือเปล่า สิ่งเหล่านี้กำลังเกิดขึ้นแล้วในกลุ่มที่สร้างนวัตกรรมหุ่นยนต์สัตว์เลี้ยง ที่เขาจะใส่เทคโนโลยีเหล่านี้เข้าไป เพื่อให้หุ่นยนต์สัตว์เลี้ยงมีความสามารถในการสัมผัสอารมณ์ของเจ้านายได้ และถ้าเจ้านายอารมณ์ดี โปรแกรมก็จะมีชุดคำสั่งให้ตอบสนองต่อสถานการณ์นั้น ๆ เช่น เล่นกับเจ้าของ อ้อนเจ้าของ ซึ่งสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นแล้ว และในยุคต่อไป แม้กระทั่งสุนัขก็จะได้รับผลกระทบเช่นเดียวกัน
เครดิตภาพ: www.pexels.com/th-th/photo/1097946/

Trend 4: Block Chain

พูดง่าย ๆ คือระบบของข้อมูลที่มีการตรวจสอบกันเองว่าใครเป็นเจ้าของ ใครทำอะไร และไม่สามารถที่จะเปลี่ยนแปลงได้ง่าย ๆ ถ้าจำนวนโหวตในระบบไม่มีมากพอ ดังนั้น ก็จะเป็นการเก็บฐานข้อมูลที่เรียกว่ามีความถูกต้อง และปลอดภัยมาก เพราะว่าไม่มีใครที่สามารถจะเข้าไปเปลี่ยนแปลงข้อมูลเหล่านั้นได้ง่าย ๆ

ลองคิดดูว่า ถ้าในยุคต่อไป ข้อมูลสำคัญต่าง ๆ เช่น ทะเบียนราษฎร์, ประวัติการรักษา, การขับขี่, ข้อมูลการเงิน, ข้อมูลการซื้อขายของคู่ค้า สิ่งเหล่านี้อาจจะถูกบันทึกเข้ากรมสรรพากรเลย ถ้าคนไหนเปิดบริษัท ก็สามารถสร้างระบบบันทึกข้อมูลการเงิน และส่งข้อมูลการซื้อขายและเงินได้เลย โดยไม่ต้องวางบิลรับเช็คอีกต่อไป

เมื่อค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นในบริษัทถูกบันทึกโดย Block Chain และเชื่อมโยงกับธนาคาร กับสรรพากร ทำบัญชีโดยใช้ AI โดยที่เราไม่ต้องทำอะไรอีกแล้ว ทั้งเรื่องการวิเคราะห์ การบันทึก แล้วพนักงานบัญชีจะไปอยู่ตรงไหนในสมการนี้

ซึ่งข้อมูลต่าง ๆ ที่หลายคนอาจจะคิดว่ามันเป็นข้อมูลส่วนตัว แต่ในยุคต่อไปมันอาจจะกลายเป็นข้อมูลที่ทุกคนต้องนำมาเปิดเผย เพื่อให้เกิดการยอมรับและไว้เนื้อเชื่อใจกันใน Block Chain รวมถึงเพื่อให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า 1 single database ที่ทุกหน่วยงานสามารถใช้ฐานข้อมูลเดียวกันได้ เช่น ตึกทุกตึกในประเทศไทยสามารถที่จะรู้ได้เลยว่ามีใครเข้านอกออกในตัวอาคาร โดยจัดเก็บเป็นฐานข้อมูลเดียวกัน เวลาเราไปขอใช้บริการในสถานที่ต่าง ๆ ก็ไม่ต้องลงทะเบียน หรือสมัครสมาชิกอีกต่อไป

เครดิตภาพ: www.pexels.com/th-th/photo/2696064/

Trend 5: Cloud-kitchen

ต่อไปร้านอาหารก็ไม่จำเป็นจะต้องมีหน้าร้านอีกแล้ว ซึ่งจริง ๆ เรื่องนี้มันก็เกิดขึ้นมาแล้ว แต่หลาย ๆ คนอาจจะยังไม่สั่งเกิด เช่น พวกร้านพิซซ่าที่ไปประกอบอาหารกันในตึกต่าง ๆ โดยไม่มีหน้าร้าน ไม่มีโต๊ะให้ลูกค้ามานั่งรับประทาน แต่จะเป็นการนำส่งให้กับลูกค้าที่บ้าน

ดังนั้น ในยุคต่อไปคนที่ทำแฟรนไชส์ก็ไม่ต้องเปิดหลาย ๆ สาขา ไม่ต้องหาสถานที่ให้คนมานั่งรับประทานอาหาร แต่จะใช้วิธีการเปิดครัวกลาง ที่ประกอบอาหารสำหรับแบรนด์ของเรา หรือร่วมมือกับแบรนด์อื่น ๆ ด้วยกันได้ เพื่อทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์กัน ขยายสาขาได้ง่ายขึ้น ลูกค้าก็เข้าถึงบริการได้ง่ายขึ้น

ไม่เพียงแค่ Cloud-kitchen เท่านั้นที่จะเกิดขึ้น แต่ Cloud-office ก็จะเกิดขึ้นด้วย ทำให้เราสามารถเข้าถึงทรัพยากรบุคคลเก่ง ๆ ได้ ไม่ว่าเราจะอยู่ที่ไหนบนโลกใบนี้

เครดิตภาพ: www.pexels.com/th-th/photo/8566473/

Trend 6: ROBOTICS

ยุคของหุ่นยนต์ยังไงก็จะมาแน่ ๆ เพราะปัจจุบันนี้ก็ได้เกิดขึ้นแล้วในหลาย ๆ ประเทศ เช่น หุ่นยนต์เสิร์ฟอาหาร เก้าอี้นวดตัว นวดขา ซึ่งในยุคต่อไปเรื่องพวกนี้จะเข้ามาให้เราเห็นอย่างเป็นเรื่องธรรมดาสามัญ ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร

หรือปัจจุบันก็ได้มีการสร้างหุ่นยนต์หมาลาดตระเวนขึ้นมาแล้ว เป็นผลงานของบริษัท Boston Dynamics ซึ่งแน่นอน เทคโนโลยีนี้เกิดขึ้นมาโดยทดสามารถแทนพนักงาน รปภ. ที่เป็นคนได้ แถมอาจจะทำงานได้ดีกว่าคนด้วยซ้ำ เพราะมีฟังชั่นดี ๆ หลาย ๆ เกี่ยวกับการลาดตระเวน เช่น การมองเห็นในที่มืดได้ สามารถทำงานเสี่ยงอันตรายได้

รวมถึง บางบริษัทได้มีการนำเอาหุ่นยนต์มาใช้บริหารจัดการสินค้าในระบบคลั่งสินค้า โดยสามารถช่วยค้นหาและหยิบของในโกดังสินค้าได้เลย โดยที่เราไม่ต้องไปนั่งค้นหาที่หน้าจอคอมพิวเตอร์ และรู้ด้วยว่าของเหลืออีกกี่ชิ้น ถูกจัดเก็บไว้ที่ไหนบ้าง

และยังมีหุ่นยนต์ที่ใช้ทดแทนอวัยวะบางอย่างของคนพิการ เช่น มือที่ขาด ขาที่ขาด ก็จะมีชิ้นส่วนหุ่นยนต์มาช่วยเสริมในจุดที่ต้องการ หรือแม้แต่คนที่ไม่ได้พิการ ก็ยังมีหุ่นยนต์ที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเสริมแรง ให้สามารถเดินได้เร็วขึ้น ไกลขึ้น เสริมแรงให้สามารถยกของหนักได้มากขึ้น ซึ่งได้เริ่มมีการนำเอาไปใช้ในหน่วยงานทหารที่ปฏิบัติงานอยู่สนามรบบ้างแล้ว

ดังนั้น วันนี้เราต้องคิดเผื่อไว้แล้วว่า ถ้ายุคของหุ่นยนต์มาถึง งานประเภทไหนควรจะถูกตัดออกไป แล้วตัวเราควรจะไปจัดวางไว้ในตำแหน่งไหน

เครดิตภาพ: www.pexels.com/th-th/photo/123318/

Trend 7: Virtual Reality / Augmented Reality

Virtual Reality คือการที่เราปิดตาไปเลย เหมือนในเกม Ready Player One พอใส่แว่นเข้าไป และทุกสิ่งที่เราเห็นจะเกิดจากคอมพิวเตอร์ เป็น 3D โมเดลที่สร้างขึ้นมา ส่วน Augmented Reality จะเป็นส่วนขยายของความจริง อย่างเช่นแว่นของ Facebook ที่ร่วมมือกับ Ray-Ban หรือแว่งของ Xiaomi Smart Glass ก็จะทำให้เห็นส่วนขยายของความจริง เช่น ถ้าเราใส่แว่นนี้ขับรถ มันก็จะสามารถแสดงแผนที่ขึ้นมาให้เรารู้ว่าควรขับรถไปในเส้นทางไหน หรือเวลาเดินเข้าห่าง ก็จะอาจจะมีส่วนขยายขึ้นมาบอกว่าร้านไหนกำลังมีโปรโมชั่นที่น่าสนใจ

ดังนั้น ในยุคต่อไป อุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ร้านค้า และบริการต่าง ๆ จะต้องผูกโยงกับเทคโนโลยีเหล่านี้แน่นอน เพราะถ้าใครไม่ได้ยึดโยงอยู่กับสิ่งเหล่านี้ ก็ถือเป็นการสูญเสียผลประโยชน์ เพราะลูกค้าจะมุ่งไปสู่ร้านที่มีใน Platform ก่อน

หรือถ้าให้จินตนาการแบบล้ำไปสุดขั้วเลย ในยุคต่อไปอาจจะมีบริการให้เช่าหุ่นยนต์ท่องเที่ยว โดยหุ่นยนตี้จะเป็นตัวแทนของเรา ที่เราจะเป็นผู้ควบคุมมั่นและให้ไปท่องเที่ยวในที่ต่าง ๆ ที่อาจจะไปได้ยาก เช่น ป่าอเมซอน หรือ เอเวอเรสต์ เป็นต้น โดยเป็นการผสมผสานกันระหว่างเทคโนโลยี VR เข้ากับ เทคโนโลยีหุ่นยนต์

เครดิตภาพ: www.pexels.com/th-th/photo/3861969/

“Discover the trends before they’re trending”
คุณควรจะเป็นผู้ค้นพบเทรนด์ ก่อนที่สิ่งเหล่านี้จะเป็นที่นิยม

ทั้งหมดนี้ก็คือ เทรนด์อะไรที่ทำให้ธุรกิจคุณเจ๊งได้ภายใน 5 ปี และผมก็หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์ และเป็นสิ่งที่ทำให้ทุกคนได้มีมุมมองใหม่ ๆ และคาดการณ์ถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ตลอดจนสามารถปรับตัวให้สอดคล้องและใช้ประโยชน์บนความเปลี่ยนแปลงดังที่กล่าวมานี้ และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าคุณจะเป็นผู้คนพบเทรนด์ หรืออย่างน้อยก็เป็นคนที่สามารถใช้ประโยชน์อยากเทรนด์ไม่ต่างใดก็ทางหนึ่ง และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าคุณจะไม่ตกเทรนด์

บทความที่น่าสนใจอื่นๆ

9 บทเรียนธุรกิจจากหนังเรื่อง The Intern

พอล ณัฐศิษฏ วาจาสิทธิศิลป์ หนัง หรือ ภาพยนตร์ถือเป็นแหล่งเรียนรู้ที่ดีอย่างหนึ่งในการใช้ชีวิต ในการทำงาน รวมถึงในการทำธุรกิจ เพราะถ้าเราเป็นคนช่างสังเกต

อ่านต่อ »

9 บทเรียนธุรกิจจากหนังเรื่อง The Founder

พอล ณัฐศิษฏ วาจาสิทธิศิลป์ การดูหนังถือเป็นกิจกรรมยามว่างอย่างหนึ่งที่จะให้ประโยชน์ทั้งในแง่ของสาระและความบันเทิง บางคนดูหนังเพื่อความสนุกสนาน แต่สำหรับผมเองมักจะดูหนังเพื่อค้นหาว่ามีบทเรียนอะไรแฝงอยู่ในนั้น สำหรับภาพยนตร์เรื่อง The Founder

อ่านต่อ »

สิ่งที่ควรรู้ ก่อนขายสินค้าเข้าห้าง

พอล ณัฐศิษฏ วาจาสิทธิศิลป์ สำหรับบทความที่ทุกจะได้อ่านกันต่อไปนี้นั้น ผมได้รับแรงบันดาลใจมาจากภาพยนตร์เรื่อง วัยรุ่นพันล้าน ซึ่งหลาย ๆ คนก็คงจะเคยได้รับชมกันมาแล้ว

อ่านต่อ »

10 บทเรียนสำคัญในการทำธุรกิจ

พอล ณัฐศิษฏ วาจาสิทธิศิลป์ ผมเป็นคนหนึ่งที่เฝ้าสังเกตปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในแวดวงธุรกิจมาอย่างยาวนานกว่า 20 ปี ได้เห็นทั้งความสำเร็จและความล้มเหลวของผู้คน ได้เห็นว่าทำไมคนจำนวนมากที่เข้าสู่เส้นทางธุรกิจแล้วไม่ประสบความสำเร็จ กับอีกคนจำนวนหนึ่งทำไมเข้าสู่เส้นทางธุรกิจแล้วพวกเขาจึงประสบความสำเร็จ

อ่านต่อ »

รับสิทธิพิเศษมั๊ย?

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    Always Active

    ประเภทของคุกกี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้ได้อย่างเป็นปกติ และเข้าชมเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้

  • คุกกี้เพื่อการวิเคราะห์

    คุกกี้ประเภทนี้จะทำการเก็บข้อมูลการใช้งานเว็บไซต์ของคุณ เพื่อเป็นประโยชน์ในการวัดผล ปรับปรุง และพัฒนาประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ ถ้าหากท่านไม่ยินยอมให้เราใช้คุกกี้นี้ เราจะไม่สามารถวัดผล ปรับปรุงและพัฒนาเว็บไซต์ได้

Save
Scroll to Top

ลงทะเบียนตอนนี้ รับ E-Books ฟรี!!