คุณรวยได้ภายใน 2 ปีถ้าทำ 8 อย่างนี้อย่างต่อเนื่อง

คุณรวยได้ภายใน 2 ปีถ้าทำ 8 อย่างนี้อย่างต่อเนื่อง

พอล ณัฐศิษฏ วาจาสิทธิศิลป์

ผมเองเป็นคนหนึ่งที่มีความใฝ่ฝันมาตั้งแต่วัยรุ่น ว่าอยากจะเป็นคนที่ประสบความสำเร็จ ทั้ง ๆ ที่เพื่อน ๆ ก็มองว่าตอนนั้นผมประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานแล้ว อายุไม่เท่าไหร่ก็มีความก้าวหน้าในอาชีพการงาน และได้เงินเดือนเยอะมาก แต่ในใจผมก็ยังรู้สึกว่ายังไม่ใช่สิ่งที่ตั้งใจเอาไว้ จนทำให้ผมได้มีโอกาสเรียนรู้แนวคิดกับอาจารย์คนหนึ่ง ซึ่งเรียกได้ว่าทำให้ชีวิตผมเปลี่ยนไปตลอดกาลเลยทีเดียว นั้นก็คือ T Harv Eker

วันนี้ผมเลยจะนำเอาแนวคิดต่าง ๆ มาแบ่งปันว่า “เราจะรวยได้อย่างไรภายในเวลา 2 ปี” ซึ่งเรื่องนี้อาจจะเป็นเรื่องเหลือเชื่อ แต่ผมยืนยันได้ว่ามันคือความจริง และเป็นสิ่งสำคัญมากที่เราทุกคนควรจะเรียนรู้

ถ้าชีวิตคุณยังไม่ได้อย่างที่คุณอยากได้ แสดงว่ายังมีบางอย่างที่ “คุณไม่รู้”
ถ้าคุณไม่รู้ ทำไมไม่ศึกษาเพิ่มเติมจากคนที่ประสบความสำเร็จ

ถ้าวันนี้สิ่งที่เราทำอยู่ไม่ได้พาให้เราไปถึงความสำเร็จที่ตั้งใจ เราอาจจะทำมาแล้ว 3 ปี 5 ปี แต่มันก็ยังไม่สำเร็จสักที สิ่งหนึ่งที่ผมอยากจะแนะนำก็คือ “เปลี่ยนวิธีการซะ” เพราะถ้าสิ่งที่เราทำอยู่วันนี้ มันจะทำให้เรารวยได้ มันก็ควรจะรวยไปแล้ว..

ผมเองใฝ่ฝันมาตลอดว่าอยากจะเป็นผู้ประกอบการที่ประสบความสำเร็จ แต่ทำไปทำมาก็ยังไม่ไปถึงจุดสูงสุดสักที ตอนนั้นผมเผชิญกับวิกฤติหลายอย่างมาก เดือนหนึ่งต้องหาเงินจ่ายค่าจ้างลูกน้องประมาณเดือนละ 7000,000 บาท ยังไม่รวมค่าใช้จ่ายจิปาถะต่าง ๆ อีก เรียกได้ว่าทำงานหนัก เหนื่อย และลำบากมาก ในการทำธุรกิจเพื่อให้ประสบความสำเร็จ

จนกระทั่งชีวิตของผมได้พบกับจุดเปลี่ยน….

เมื่อผมตัดสินใจมาเรียนกับ T. Harv Eker ซึ่งเขาเป็นนักเขียน นักธุรกิจ และผู้บรรยายที่สร้างแรงบันดาลใจ ในทฤษฎีเกี่ยวกับความมั่งคั่งร่ำรวย โดยเขาเป็นผู้เขียนหนังสือที่เชื่อว่า Secrets of the Millionaire Mind published

ซึ่งจุดเปลี่ยนนี้ ทำให้ผมเข้าใจว่าความสำเร็จเป็นทักษะที่ฝึกฝนได้ หลังจากนั้นก็ทำให้ผมสามารถเพิ่มรายได้เป็น 2 เท่าและมีธุรกิจใหม่ 2 ธุรกิจ โดยทำเงินรวมกันปีละ 50 ล้านบาทภายใน 2 ปี

ดังนั้น วันนี้ผมจะเอาแนวคิดและเทคนิคต่าง ๆ ที่ได้รับจาก T. Harv Eker มาเล่าให้ฟัง เพื่อเป็นแนวทางในการที่จะทำให้ทุกคนได้ค้นพบความสำเร็จในแบบฉบับของตัวเองด้วยเช่นกัน

เครดิตภาพ: www.pexels.com/th-th/photo/4384147/

1. Develop a speed wealth mindset
(พัฒนาวิธีคิดเกี่ยวกับความเร็วสู่ความมั่งคั่ง)

สิ่งแรกที่เราจะต้องมี การมีวิธีคิดที่ถูกต้องก่อน ซึ่งเรื่องนี้เป็นสิ่งสำคัญมาก โดยแต่ก่อนผมก็ไม่ได้ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เท่าไหร่ ผมไม่ชอบการไปสัมมนาแบบประเภทการพัฒนา Mindset เพราะรู้สึกว่ามันไม่ใช่ของจริง มันจับต้องอะไรไม่ได้ ผมจะชอบงานสัมมนาที่เป็นแบบ How-to แต่พอผมมาเรียนกับ T. Harv Eker ผมรู้เลยว่าสิ่งที่ผมเคยเรียนมาทั้งหมดนั้น ถ้ามันพาเรามาได้แค่นี้ เราก็จะต้องทิ้งมันไว้ตรงนั้น เหมือนเรือที่มันแล่นได้เพียงในทะเลสาบ แต่ไม่สามารถออกสู่มหาสมุทรได้ ผมก็ต้องเปลี่ยนเรือใหม่

ซึ่งสิ่งแรกที่ผมจะต้องเปลี่ยนในเวลานั้นเลยก็คือ “วิธีคิด” เพราะถ้าเรายังคิดแบบเดิม “ผลลัพธ์” ที่ได้ก็จะยังเป็นแบบเดิมอยู่นั้นเอง ตอนนั้น ผมก็ได้เปลี่ยนวิธีคิดหลายอย่าง เช่น ทัศนคติที่มองว่าคนรวยเป็นคนไม่ดี เป็นคนชอบเอาเปรียบ ชอบกินรวบผูกขาด ตอนนั้นผมก็ได้เรียนรู้ว่าวิธีคิดแบบนั้นมันไม่ถูกต้อง คือผมยังแยกแยะไม่ได้ระหว่างคนรวยกับคนชั่ว

เงิน ไม่ได้เป็นตัวแทนของความชั่ว หรือความดี แต่เงินคือสิ่งที่ขยายอุปนิสัยของเจ้าของเงิน ถ้าเจ้าของเงินเป็นคนดี เมื่อเขามีเงินมาก ๆ เขาก็เอาเงินนั้นไปทำบุญ ทำประโยชน์เพื่อสังคม แต่ถ้าเจ้าของเงินเป็นคนไม่ดี เขาก็อาจจะเอาเงินนั้นไปใช้เพื่อคดโกงสังคม เอาเปรียบผู้คน ดังนั้น เราต้องแยกแยะให้ได้ก่อนระหว่างคนรวยกับคนชั่ว

กับอีกเรื่องหนึ่งที่ผมต้องเปลี่ยนวิธีคิดไปเลยก็คือ ผมเคยเชื่อว่าคนจะรวยได้ ต้องใช้เวลาทำงาน 10 ปี 20 ปี แต่ในความเป็นจริง เราสามารถที่จะรวยได้ภายในเวลา 2 ปีเท่านั้น ถ้าหากเรารู้วิธีการ

อย่างเช่น T. Harv Eker เขาเองก็เคยเป็นคนจน มีหนี้สิน แต่ใช้เวลาแค่ 2 ปี ก็เปลี่ยนสถานะมาเป็นคนรวย โดยสามารถทำธุรกิจ แล้วก็ขายธุรกิจจนกลายเป็นเศรษฐี นอกจากนี้ยังมีลูกศิษย์ทั่วโลกมากกว่าสองล้านคนที่มาเรียนวิธีคิดของเขา ดังนั้น สิ่งสำคัญอันดับแรก เราจะต้องมีวิธีคิดที่ถูกต้องก่อน เราถึงจะรวยได้ภายใน 2 ปี

เครดิตภาพ: www.pexels.com/th-th/photo/5774923/

2. Deliver massive value
(ส่งมอบคุณค่าแบบมหาศาล)

การส่งมอบคุณค่าให้กับลูกค้าเป็นสิ่งสำคัญมาก ผมเองเป็นคนที่ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ คือเวลาที่มีลูกค้ามาจ้าง ผมจะทำงานให้ดีเกินค่าจ้างเลยทีเดียว ซึ่งก็ส่งผลดีให้กับผม คือลูกค้าจะกลับมาหาเราถ้าหากเขาไปเจอคนอื่นที่ทำงานให้ไม่ดี รวมถึงการส่งมองคุณค่าแบบมหาศาล ยังจะช่วยให้เราได้รับการยอมรับในกรณีที่ถ้าหากเรายังไม่มีชื่อเสียง ยังไม่ได้เป็นที่รู้จัก ถ้าเราส่งมอบได้ดีจริง ๆ ทุกคนก็จะรู้สึกว่าเราเป็นคนที่มีคุณค่าด้วย

3. Timing
(ทำให้สิ่งที่ตลาดตอนนั้นต้องการ)

ถ้าใครควบคุมเวลาได้ คนนั้นก็สามารถควบคุมความมั่งคั่งได้ เราจะต้องเข้าใจก่อนว่าตลาดหรือผู้บริโภคต้องการอะไร ซึ่งเราไม่ควรยึดติดกับวิธีการ หรือยานพาหนะ เช่น ถ้าเราขายครีมอยู่ แต่วันนี้ตลาดไม่ได้ต้องการครีมแล้ว เราจะต้องเปลี่ยน ไม่ใช่ว่าจะอดทนทำไปเรื่อย ๆ เพราะจริง ๆ การอดทนก็ไม่ได้ช่วยให้เราประสบความสำเร็จเสมอไป

ดังนั้น เราจะต้องดูว่าตอนนี้ลูกค้าต้องการอะไร มีสินค้า หรือบริการอะไรที่ต้องการในจังหวะเวลานั้น ๆ ถ้าเราค้นหาเจอ เราก็จะประสบความสำเร็จได้ง่ายมากยิ่งขึ้น

เครดิตภาพ: www.pexels.com/th-th/photo/3785927/

4. Systemize
(สร้างกระบวนการที่ทำให้ธุรกิจสามารถทำกำไร)

เราจะต้องโฟกัสที่การสร้างผลกำไร ไม่ใช่การโฟกัสที่ยอดขาย นี้เป็นวิธีคิดแบบนักการเงิน สังเกตดูหลายคนที่ทำธุรกิจ ขายดีมาก ๆ แต่ไปไม่รอด เพราะไม่ได้มองที่ผลกำไร ไปมองแต่ยอดขาย บางคนขายดีมากแต่ไม่มีกำไร ดังนั้นเวลาที่เราทำธุรกิจเราจะต้องมองให้ชัดในเรื่องของผลกำไร

ผมก็จะบอกทีมงานเสมอเลยว่า “ถ้าวันนี้สิ่งที่ทำไม่ได้ช่วยทำเงิน…ให้ไปทำทีหลัง แต่ถ้ากิจกรรมไหนทำเงินได้ ให้ทำสิ่งนั้นก่อน” และในเวลาที่เราจะทำงาน เราอย่าคิดว่าเราทำงาน ให้เราคิดว่าเรากำลังทำเงิน เพราะวิธีการคิดแบบนี้จะทำให้เราปลูกฝังจิตใต้สำนึกของเราว่าเราไม่ได้ทำแค่งาน แต่เรามุ่งหวังถึงผลลัพธ์ที่ได้จากงานนี้ด้วย

รวมถึงถ้าหากวันนี้เรายังไม่สามารถที่จะสร้างกระบวนการในการทำกำไรของธุรกิจขึ้นมาได้ด้วยตัวเอง เราก็ไม่ควรรอช้าที่จะไปศึกษาวิธีการจากคนอื่น

“เราไม่จำเป็นต้องประดิษฐ์ล้อใหม่ เพราะล้อทุกแบบมันใช้เดินทางได้ทั้งนั้นก็ไม่ต่างอะไรกับการไปหาคนที่เขาประสบความสำเร็จแล้วและไปดูว่าเขาทำกำไรได้อย่างไร แล้วเราเอาวิธีของเขามาใช้ได้หรือเปล่า”

5. Duplication
(ทำซ้ำธุรกิจที่ใช้ระบบ หรือกระบวนการที่คล้ายกัน)

เวลาเราทำธุรกิจ หลายคนไม่ได้มองเรื่องการทำระบบที่สามารถทำซ้ำ ๆ ได้ เช่น บางคนทำอาหารเก่ง คิดว่าจะเอามาทำเป็นธุรกิจ แต่สุดท้ายก็ทำเป็นธุรกิจไม่ได้ เพราะไม่ได้มีการทำระบบหรือสร้างกระบวนการทำซ้ำ ๆ ได้ ตรงนี้สำคัญมาก

ผมเองเวลาไปพิชงานก็จะต้องมีระบบเหมือนกัน มีการวางขั้นตอน 1 2 3 4 อย่างชัดเจน และจะระบุเลยว่ามีทีมงานฝ่ายไหนบ้างที่จะต้องเข้ามารับผิดชอบในหน้าที่ไหน จนเกิดเป็นระบบการทำงานที่ทำซ้ำ ๆ ได้ เวลาไปพิชงานแต่ละงานก็จะยึดถือระบบนี้ ซึ่งการมีระบบที่ชัดเจนนี้ เรายังสามารถถอดแบบแผนเอาไปใช้ได้ในงานที่ใกล้เคียงกัน เช่น เอาไปใช้ในงานออกแบบ งานบริการหลังการขาย เป็นต้น

เราจะเห็นได้เลยว่านักธุรกิจเก่ง ๆ เวลาเขาทำธุรกิจที่ 1 ประสบความสำเร็จแล้ว เขาจะจับหลักได้ว่าทำยังไงถึงจะได้กำไร ต้องมีกระบวนการแบบไหน หลังจากนั้นเขาก็จะเอาไปใช้ในธุรกิจที่ 2 ที่เขาสร้างขึ้นมาใหม่ แล้วเขาก็จะประสบความสำเร็จอีก อันนี้คือการเข้าใจเรื่องระบบที่สามารถทำซ้ำได้

เครดิตภาพ: www.pexels.com/th-th/photo/4386324/

6. Leverage
(ทำน้อยให้ได้มาก ทำยังไงให้คุณทำเงินได้แม้ขณะนอน
)

การที่เราจะรวยได้ภายใน 2 ปี มันมีเทคนิคอยู่ข้อหนึ่ง นั้นก็คือนอกจากเราจะมีธุรกิจที่สร้างกำไร มีระบบที่ทำซ้ำได้ สิ่งสำคัญที่จะต้องมองหาคือ การทำน้อยแต่ได้มาก เราจะต้องคิดข้อนี้ด้วย เราจะทำยังไงให้ธุรกิจของเรามันเติบโตไปได้แม้แต่ในเวลาที่เรานอนหลับ เช่น เรามีระบบออนไลน์ที่มาทำงานแทนเรา เป็นระบบอัตโนมัติต่าง ๆ ที่เราไม่จำเป็นต้องมานั่งเฝ้าหน้าจอตลอด 24 ชั่วโมง หรือถ้าเราไม่ใช่ระบบออนไลน์ เราจะใช้วิธีไหนที่ให้งานของเรามันเดินไปได้ตลอดแม้แต่ในเวลาที่ตัวเราเองหยุดนิ่ง หรือพักผ่อน เราจะต้องมีวิธีคิดแบบนี้ ถ้าเราทำน้อย แต่ได้มาก ความสำเร็จก็จะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วแน่นอน

7. Cashing out
(มีภาพสุดท้ายในหัวของคุณ)

“ทำธุรกิจ ไม่รวยเท่ากับการขายธุรกิจ” หลาย ๆ คนน่าจะเคยได้ยินกับคำกล่าวนี้ ซึ่งมันเป็นสิ่งที่นักธุรกิจ หรือมหาเศรษฐีเขามักจะทำกัน เพราะมันได้ผลตอบแทนที่ดีกว่าการทำธุรกิจหลายเท่า!

เวลาที่เราทำธุรกิจ เราจะมีระบบ มีผลกำไร และสามารถสร้างผลตอบแทนแบบซ้ำ ๆ ได้อย่างแม่นยำ มีความแน่นอนของการทำเงิน ถ้าเป็นแบบนี้…ธุรกิจที่เรามีอยู่นั้นมันก็จะไม่ต่างอะไรกับเครื่องจักรทำเงิน ทีนี้เวลาเราเอาไปเข้าตลาดหลักทรัพย์ เขาก็จะมีกลไกการประเมินมูลค่าที่เรียกว่า P/E ratio คือประมาณ 10-20 เท่า หรือบางครั้งอาจจะ 25-30 เท่าเลยก็มี เช่น ถ้าบริษัทของเรามีกำไรสุทธิปีละ 10 ล้านบาท เราก็สามารถที่จะขายได้ในมูลค่า 100 – 200 ล้านบาทนั้นเอง ผมคิดว่ามันไม่มีวิธีการไหนที่จะทำเงินได้มากขนาดนี้อีกแล้ว เพราะถ้าเรามีธุรกิจที่ทำกำไรได้ 100 ล้านบาทต่อปี ก็แปลว่า…เราสามารถขายได้ถึง 1,000 – 2,000 ล้านบาทเลยทีเดียว

นี้คือที่มาของคำพูดที่ว่า “ทำธุรกิจไม่รวยเท่ากับการขายธุรกิจ…”

คุณก็จะเห็นได้เลยว่านักธุรกิจหลาย ๆ ที่คนเข้าใจวิธีการนี้ เขาจะมองหาบริษัทที่มีอนาคต แล้วก็จะเข้าไปซื้อหุ้น เพื่อนำมาทำให้มันดีขึ้นกว่าเดิม เสร็จแล้วก็จะขายธุรกิจออกไปภายใน 2 ปี นี้คือวิถีการทำเงินของคนรวย ซึ่งเขาจะขายธุรกิจ เขาไม่ได้ขายสินค้า

เครดิตภาพ: www.pexels.com/th-th/photo/7187838/

8. Take action
(ลงมือทำทันที ทำให้เข้าเนื้อทำจนกลายเป็นตัวตนของเรา)

สิ่งสุดท้าย เป็นสิ่งที่ง่ายมาก นั้นก็คือการลงมือทำ เอาตัวเราเข้าไปอยู่ในสภาวะที่เราจะได้ซึมซับสิ่งที่ผมกล่าวมาแล้วทั้งหมด หลายคนถ้ามีโอกาสก็ควรจะไปเรียนสัมมนาหลักสูตรนี้ที่ผมเล่าไป เพราะสุดท้ายแล้ว ยังมีเนื้อหาสาระอื่น ๆ อีกมากมายที่ผมไม่สามารถจะเล่าได้ทั้งหมด ผมยืนยันได้ว่าหลักสูตรของ T Harv Eker คือจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ผมเดินทางมาถึงจุดนี้ได้ ดังนั้น ถ้ามีโอกาสก็ควรจะไปเรียน

หรือถ้าหากใครไม่สามารถที่จะไปเรียนได้ ก็ให้นำเอาหลักการ 8 ข้อนี้มาพิจารณาและปรับใช้ในธุรกิจของตัวเอง ทำมันจนกระทั่งกลายเป็นตัวตนของเรา ซึ่งมันจะเป็นการหล่อหลอมให้เราเข้าถึงเคล็ดลับของความร่ำรวยได้อย่างแน่นอน

และทั้งหมดนี้ก็คือ คุณรวยได้ภายใน 2 ปี ถ้าทำ 8 อย่างนี้อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะข้อที่ 4, 5, 6 ซึ่งผมถือว่ามีความสำคัญมาก คือ ทำกำไร, ทำซ้ำ, ทำน้อยให้ได้มาก ซึ่งถ้าใครทำได้ ผมเชื่อว่าความมั่งคั่งร่ำรวยไม่ใช่สิ่งที่ไกลเกินจริง

บทความที่น่าสนใจอื่นๆ

9 บทเรียนธุรกิจจากหนังเรื่อง The Intern

พอล ณัฐศิษฏ วาจาสิทธิศิลป์ หนัง หรือ ภาพยนตร์ถือเป็นแหล่งเรียนรู้ที่ดีอย่างหนึ่งในการใช้ชีวิต ในการทำงาน รวมถึงในการทำธุรกิจ เพราะถ้าเราเป็นคนช่างสังเกต

อ่านต่อ »

9 บทเรียนธุรกิจจากหนังเรื่อง The Founder

พอล ณัฐศิษฏ วาจาสิทธิศิลป์ การดูหนังถือเป็นกิจกรรมยามว่างอย่างหนึ่งที่จะให้ประโยชน์ทั้งในแง่ของสาระและความบันเทิง บางคนดูหนังเพื่อความสนุกสนาน แต่สำหรับผมเองมักจะดูหนังเพื่อค้นหาว่ามีบทเรียนอะไรแฝงอยู่ในนั้น สำหรับภาพยนตร์เรื่อง The Founder

อ่านต่อ »

สิ่งที่ควรรู้ ก่อนขายสินค้าเข้าห้าง

พอล ณัฐศิษฏ วาจาสิทธิศิลป์ สำหรับบทความที่ทุกจะได้อ่านกันต่อไปนี้นั้น ผมได้รับแรงบันดาลใจมาจากภาพยนตร์เรื่อง วัยรุ่นพันล้าน ซึ่งหลาย ๆ คนก็คงจะเคยได้รับชมกันมาแล้ว

อ่านต่อ »

10 บทเรียนสำคัญในการทำธุรกิจ

พอล ณัฐศิษฏ วาจาสิทธิศิลป์ ผมเป็นคนหนึ่งที่เฝ้าสังเกตปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในแวดวงธุรกิจมาอย่างยาวนานกว่า 20 ปี ได้เห็นทั้งความสำเร็จและความล้มเหลวของผู้คน ได้เห็นว่าทำไมคนจำนวนมากที่เข้าสู่เส้นทางธุรกิจแล้วไม่ประสบความสำเร็จ กับอีกคนจำนวนหนึ่งทำไมเข้าสู่เส้นทางธุรกิจแล้วพวกเขาจึงประสบความสำเร็จ

อ่านต่อ »

รับสิทธิพิเศษมั๊ย?

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    Always Active

    ประเภทของคุกกี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้ได้อย่างเป็นปกติ และเข้าชมเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้

  • คุกกี้เพื่อการวิเคราะห์

    คุกกี้ประเภทนี้จะทำการเก็บข้อมูลการใช้งานเว็บไซต์ของคุณ เพื่อเป็นประโยชน์ในการวัดผล ปรับปรุง และพัฒนาประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ ถ้าหากท่านไม่ยินยอมให้เราใช้คุกกี้นี้ เราจะไม่สามารถวัดผล ปรับปรุงและพัฒนาเว็บไซต์ได้

Save
Scroll to Top

ลงทะเบียนตอนนี้ รับ E-Books ฟรี!!