9 บทเรียนธุรกิจจากหนังเรื่อง The Intern

9 บทเรียนธุรกิจจากหนังเรื่อง The Intern

พอล ณัฐศิษฏ วาจาสิทธิศิลป์

หนัง หรือ ภาพยนตร์ถือเป็นแหล่งเรียนรู้ที่ดีอย่างหนึ่งในการใช้ชีวิต ในการทำงาน รวมถึงในการทำธุรกิจ เพราะถ้าเราเป็นคนช่างสังเกต เราจะพบว่าเวลาที่เราดูหนังนั้น จะมีบทเรียนต่าง ๆ มากมาย ให้เราได้ศึกษาเรียนรู้อย่างเพลิดเพลิน

และในวันนี้ผมจะมาแบ่งปัน 9 บทเรียนธุรกิจจากหนังเรื่อง The Intern โดยเป็นภาพยนตร์ที่ออกฉายครั้งแรกเมื่อปี 2015 ซึ่งเป็นเรื่องราวของ เบน วิทเทเกอร์ (รับบทโดย รอเบิร์ต เดอ นิโร) ชายวัย 70 ปี ในอดีตเคยทำงานเป็น Vice-President แต่หลังจากเกษียณ ก็ใช้ชีวิตบันปลายในการเดินทางท่องเที่ยว จนกระทั่งวันหนึ่งภรรยาของเขาเสียชีวิตไป ก็ทำให้เขารู้สึกหงอยเหงา จึงได้ไปสมัครเป็นพนักงานฝึกหัดในบริษัทเว็บไซต์ด้านแฟชั่น จนได้มาเจอกับ จูลส์ ออสติน (รับบทโดย แอนน์ แฮททาเวย์) ซึ่งเป็นผู้หญิงบ้างาน ที่ประสบความสำเร็จในการทำธุรกิจ โดยทั้งสองคนต้องมาทำงานร่วมกัน

สำหรับหนังเรื่องนี้ ถือเป็นหนังที่ดีต่อใจ แล้วก็ดีต่อการเรียนรู้ในการเป็นเจ้าของธุรกิจอีกด้วย เพราะได้ให้บทเรียนในการทำธุรกิจ ดังนี้

เครดิตภาพ: www.pexels.com/th-th/photo/3184405/

1. ทำตัวเป็นตัวอย่าง

เราต้องทำเป็นตัวอย่าง เพราะผู้ติดตามกำลังดูเราอยู่ ภาษาอังกฤษจะเรียกว่า Walk the Talk คือเดินไปในทางที่เราพูด ซึ่งในหนังเรื่องนี้จะมีอยู่ฉากหนึ่งที่ จูลส์ ได้ทำตัวเป็นเสมือนกับลูกค้า คือสั่งสินค้าของตัวเองมา เพื่อจะได้เข้าถึงประสบการณ์ของลูกค้า แต่พอเปิดกล่องบรรจุภัณฑ์เสื้อผ้าออกมา ปรากฏว่าสินค้าบรรจุมาได้ไม่ดีเท่าที่ควร และไม่ได้ให้ความรู้สึกที่น่าประทับ เธอจึงไปที่คลังสินค้า เพื่อไปพบกับพนักงานที่นั้น ซึ่งเธอก็ไม่ได้ดุด่าว่ากล่าวอะไร เพียงแต่ไปคุยกับพนักงาน และแสดงให้ดูว่าควรจะพับเสื้อผ้า และบรรจุลงในกล่องอย่างไร

แล้วก็มีอีกฉากหนึ่งที่ เบน ได้ทำตัวอย่างให้พนักงานในบริษัทเห็น นั้นก็คือในบริษัทจะมีโต๊ะอยู่ตัวหนึ่ง ซึ่งเป็นตำแหน่งที่ทุก ๆ คนจะนำเอาสิ่งของมาวางรวมกัน เช่น ของฝากจากบริษัทต่าง ๆ ที่ส่งเข้ามาเพื่อเป็นสินค้าตัวอย่าง

ในขณะที่ จูลส์ จะไม่ชอบโต๊ะตัวนี้ เพราะมันดูรก แต่เธอก็ไม่ได้ด่าว่าอะไรพนักงาน ซึ่งเธอจะเป็นคนที่เคลียร์โต๊ะตัวนี้ให้เรียบร้อยเอง จนกระทั่ง เบน ได้สังเกตเห็น เขาจึงได้จัดการเคลียร์โต๊ะตัวนี้จนเป็นระเบียบเรียบร้อย ซึ่งมันก็ทำให้ จูลส์ ประทับใจมาก เพราะสิ่งที่เขาทำไม่ได้ถูกร้องขอโดยตรงเลย ซึ่ง เบน ถือเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับพนักงานคนอื่น ๆ

ดังนั้น บทเรียนของคนทำธุรกิจข้อแรก การด่าพนักงานอาจก็จะไม่ใช่วิธีการแก้ไขปัญหาที่ดีที่สุด แต่การที่เราลงมือทำให้เห็นเป็นตัวอย่าง ก็อาจจะมีประโยชน์มากกว่า

2. สามารถเข้าถึงได้

จูลส์ ประสบความสำเร็จในการทำธุรกิจเป็นอย่างยิ่ง เพราะบริษัทของเธอเติบโตอย่างรวดเร็ว ชีวิตของเธอจึงหรูหราสุขสบาย มีบ้านหลังใหญ่ มีคนขับรถประจำตัว ไปไหนมาไหนด้วยรถลีมูซีน แต่สิ่งหนึ่งทำให้เราเห็น นั้นก็คือ เวลาที่เธอทำงานในบริษัท เธอจะเป็นคนที่เข้าถึงได้ง่าย เพราะเธอไม่ใช้ห้องส่วนตัวในการทำงาน แต่จะมานั่งทำงานในพื้นที่ส่วนกลางของบริษัท ทำให้ได้ใกล้ชิดและและพนักงานสามารถเข้าถึงเธอได้ง่าย

หรือแม้กระทั่ง เบน ซึ่งเป็นแค่พนักงานฝึกหัด แต่เขาก็ถือเป็นตัวอย่างของการที่เข้าถึงผู้คนอยู่เสมอ โดยเขาจะให้คำแนะนำกับทุกคนที่มาขอคำปรึกษา ทั้งเรื่องงาน และเรื่องชีวิตส่วนตัว (เนื่องจากเขาเป็นผู้สูงอายุที่ผ่านประสบการณ์ชีวิตก่อน)

ดังนั้น ในวันนี้ ใครก็ตามที่เป็นเจ้าของธุรกิจ เป็นผู้บริหาร หรือแม้กระทั่งเป็นพนักงานธรรม เราลองพิจารณาตัวเองดูสิว่า วันนี้การทำงานของเรานั้น เข้าถึงเพื่อนร่วมงาน เข้าถึงผู้ใต้บังคับบัญชามากน้อยแค่ไหน

เครดิตภาพ: www.pexels.com/th-th/photo/37836/

3. ทำตัวให้ง่าย ไม่เรื่องมาก

หลาย ๆ คนเวลาที่ประสบความสำเร็จในการทำธุรกิจแล้วก็มักจะเปลี่ยนไป จากเป็นคนง่าย ๆ ก็เริ่มมีกรอบการใช้ชีวิตมากขึ้น มาตรฐานต่าง ๆ สูงขึ้น ซึ่งแตกต่างจาก จูลส์ ไม่ว่าเธอจะประสบความสำเร็จแค่ไหน เธอจะทำตัวติดดินอยู่เสมอ บางครั้งเธอนั่งเครื่องบิน Business Class ในบางครั้งเธอก็นั่งรถหรูลีมูซีน แต่ในบางครั้งเธอก็สามารถที่จะปั่นจักรยานไปรอบ ๆ โรงงานของเธอได้เช่นกัน

ดังนั้น ไม่ว่าเราจะประสบความสำเร็จในการทำธุรกิจแค่ไหนก็ตาม อย่าเผลอกลายเป็นคนเรื่องมากเด็ดขาด แต่ควรจะเป็นเจ้านายที่ลูกน้องรัก เป็นเจ้านายที่ทำตัวง่าย ๆ

4. อย่าประเมินค่าคนต่ำเกินไป

หลาย ๆ ครั้งที่เรามักจะเผลอประเมินคุณค่าของคนต่ำเกินไป โดยการด่วนตัดสินใจจากสิ่งที่เรามองเห็นภายนอก เช่น อายุ การศึกษา รูปร่างหน้าตา เป็นต้น ซึ่งการประเมินคนต่ำเกินไป ถือเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ปิดกันศักยภาพที่แท้จริงของบุคคลอื่น โดยเฉพาะเมื่อเราเป็นหัวหน้า หรือเจ้าของธุรกิจ ถ้าประเมินลูกน้องต่ำเกินไป ก็อาจจะทำให้ลูกน้องสูญเสียความมั่นใจ และหมดกำลังใจในการทำงานได้

จูลส์ ก็เป็นอีกคนหนึ่ง ซึ่งในตอนแรกได้ประเมินศักยภาพของ เบน ต่ำเกินไป เพราะเธอไม่ค่อยจะเห็นด้วยกับโครงการของฝ่ายบุคคลที่จะผู้สูงอายุมาทำงานด้วย เนื่องจากเธอมองว่าสิ่งที่บริษัททำนั้น เป็นธุรกิจออนไลน์ ซึ่งคนแก่อาจจะตามไม่ทันความรวดเร็วของเทคโนโลยีและโลกยุคใหม่ แต่เมื่อ เบน ได้เข้ามาทำงานร่วมกับเธอ เธอก็เข้าใจได้ว่าเธอด่วนตันสินคนเร็วเกินไป เพราะ เบน ถือเป็นพนักงานคนหนึ่งที่มีความสามารถ มีประสบการณ์ และสามารถให้คำแนะนำกับพนักงานคนอื่นได้เป็นอย่างดี

เครดิตภาพ: www.pexels.com/th-th/photo/7176305/

5. สองหู หนึ่งปาก เพราะฉะนั้นฟังให้มากกว่าสั่ง

พื้นฐานของการทำงานที่สำคัญอย่างหนึ่งก็คือการเป็นผู้ฟังที่ดี ซึ่งในภาพยนตร์เรื่อง เบน ได้แสดงออกให้เราเห็นอยากชัดเจน เพราะแม้ว่าเขาจะเป็นคนที่อายุมาก ผ่านโลกมานาน ผ่านประสบการณ์ชีวิตและประสบการณ์ทำงานมาอย่างยาวนาน แต่เขาจะเป็นผู้ฟังที่ดีเสมอ และเป็นคนที่ฟังอย่างลึกซึ้งด้วย คือไม่ได้ฟังแค่เข้าใจในสิ่งที่คนพูด แต่เขาะฟังเพื่อเข้าใจในสิ่งที่คนไม่ได้พูดด้วย และนี้ก็คือสาเหตุที่ เบน ได้รับการยอมรับจากเพื่อนร่วมงานที่มีอายุ 20 กว่า ๆ ที่สุดท้ายถึงกับเรียก เบน ว่า “พี่ชาย” เลยทีเดียว และไม่มีใครรังเกียจว่าเขาเป็นคนสูงอายุ

ดังนั้น การทำธุรกิจ หรือการทำงานร่วมกัน เราควรที่จะเป็นผู้ฟังที่ดี เพื่อให้เราเข้าใจคนที่กำลังพูดอยู่ตรงหน้าเรา ว่าแท้จริงแล้วเขาต้องการจะสื่อสารเรื่องอะไร หรือเขาต้องการความช่วยเหลืออะไร สิ่งนี้จะทำให้เราเข้าใจกันและกันมากขึ้น

6. สัญชาตญาณ

จริงอยู่ว่าการทำธุรกิจนั้น เราจะต้องมีแผนงาน มีข้อมูล มีงานวิจัย แต่สิ่งหนึ่งที่ขาดไม่ได้ก็คือ อย่าละทิ้งสัญชาตญาณของตัวเองเราเป็นอันขาด

ซึ่งในหนังเรื่องนี้จะมีอยู่ฉากหนึ่งที่นักลงทุนได้แนะนำว่าบริษัทของ จูลส์ จำเป็นจะต้องหา CEO มืออาชีพมาทำงาน แล้วให้ จูลส์ ไปทำงานในตำแหน่งอื่น เนื่องจากว่าธุรกิจนั้นเติบโตเร็วมาก ๆ จนทำให้เกิดปัญหาบางอย่างในบริษัท ซึ่งเธอก็ได้มีการคัดเลือกคนที่จะเข้ามาทำงานเป็น CEO แทนเธอ แต่ก็หาคนที่จะมาทำงานแทนเธอยากมาก แล้ว เบน ก็ได้บอกกับ จูลส์ ว่า อยากให้เธอมั่นใจในตัวเอง ไม่มีใครเข้าใจธุรกิจนี้ได้ดีกว่าเธอ ให้เธอเชื่อใน “สัญชาตญาณ” ของเธอเอง

เครดิตภาพ: www.pexels.com/th-th/photo/302902/

7. อ่อนน้อมถ่อมตน

ในตอนแรกที่ จูลส์ ต้องทำงานกับ เบส เขารู้สึกไม่ชอบและเดินไปบอกฝ่ายบุคคลว่าให้เอาชายคนนี้ไปทำงานแผนกอื่น แต่พอผ่านไป 2-3 วัน เบน ก็ได้ทำ จูลส์ ประทับใจ แล้วก็เปลี่ยนความคิดว่าควรจะให้ เบน มาทำงานกับเธอ เพราะเธอจะได้มีผู้ใหญ่คอยให้คำปรึกษา ทำให้เธอมีสติ และสมดุลมากขึ้น เมื่อเธอนึกได้ก็เลยคิดจะไปตาม เบน กลับมา

ส่วน เบน เมื่อถูกย้ายไปอยู่แผนกอื่น เขาก้ยังคงทำหน้าที่ของตัวเองได้อย่างโดดเด่น มีความอ่อนน้อมถ่อมต้นและช่วยเหลืองานในแผนกนั้นอย่างดี ซึ่งหน้าที่หนึ่งที่ เบน มีความโดดเด่นในแผนนั้นก็คือการไปซื้อกาแฟมาบริการทุกคน ซึ่งเมื่อ จูลส์ รู้เรื่องนี้ เธอก็เข้าใจว่าเธอได้ทำในสิ่งที่ผิดพลาดร้ายแรงมาก เธอจึงวิ่งไปที่ร้านกาแฟ และได้พบกับ เบน ที่นั้น และเมื่อเห็น เบน กำลังถือกาแฟเป็นจำนวนมาก เธอจึงรีบไปช่วย เบน หิ้วกาแฟทันที

ซึ่งในความเป็นจริง ในเรื่องของตำแหน่งหน้าที่การงานนั้น จูลส์ สามารถใช้ให้เลขา หรือพนักงานคนอื่นไปตาม เบน กลับมาก็ได้ แต่เธอก็ยังเลือกที่จะไปทำสิ่งนี้ด้วยตัวเอง

สิ่งเหล่านี้ แสดงให้เห็นถึงสิ่งที่เรียกว่า “ความอ่อนน้อมถ่อมตน” ซึ่งถือเป็นคุณสมบัติที่สำคัญอย่างหนึ่งในการที่เราจะทำงานร่วมกับผู้อื่น ไม่ว่าจะอยู่ในตำแหน่งงานใด ๆ ก็ตาม

8. เอาใจเขามาใส่ใจเรา (เข้าใจลูกค้า)

การเอาใจเขามาใส่ใจเรา เป็นเรื่องที่จะขาดไม่ได้ในการทำธุรกิจ โดยเฉพาะการเอาใจใส่ลูกค้า เหมือนกับที่ จูลส์ ได้ทำให้เราเห็นเป็นตัวอย่าง นั้นก็คือการไปซื้อสินค้าของตัวเอง เพื่อดูว่าลูกค้าจะได้รับประสบการณ์อย่างไรเมื่อทำการเปิดกล่อง ซึ่งถ้าใครทำธุรกิจแล้วมีความละเอียด เอาใจใส่เรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ แบบนี้ สิ่งที่เราทำนั้นเรียกได้ว่าคือการซื้อใจลูกค้าเลยทีเดียว

ตัวผมเองก็เป็นคนหนึ่งที่เวลาจัดสัมมนาแล้วจะให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มาก เพราะเอาตัวเองไปเทียบประสบการณ์ เวลาผมไปสัมมนาที่ต่างประเทศ ผมก็จะรู้สึกประทับใจสิ่งดี ๆ ที่ได้รับ ไม่ว่าจะเป็นกระบวนการสอน ระบบแสงสีเสียง การต้อนรับขับสู้ต่าง ๆ อันไหนเป็นสิ่งที่ดี ผมก็จะอยากให้คนที่มาเรียนกับผมได้รับประสบการณ์แบบนี้ด้วย

ดังนั้น ในเวลาที่ผมจัดสัมมนา ผมจะเลือกโรงแรมดี ๆ อาหารดี ๆ และออกแบบหลักสูตรการเรียนการสอนต่าง ๆ ให้ดีที่สุด เหมือนกับสิ่งที่ผมเคยได้รับมา เพื่อให้ลูกค้าได้สิ่งดี ๆ กลับไป

เครดิตภาพ: www.pexels.com/th-th/photo/4672709/

9. ปฏิบัติต่อทุกคนด้วยความเท่าเทียมและไม่ลังเลที่จะช่วยเหลือ

สิ่งที่เราได้เรียนรู้ในเรื่องนี้อย่างชัดเจนก็คือ เบน เป็นคนที่ไม่ยึดมั่นถือมั่นในอดีตของตัวเอง แม้ว่าจะเคยได้เป็นถึงผู้บริหารระดับสูงมาก่อน แถมมีอายุเยอะที่สุด แต่เขาก็จะทำตัวน่ารักเสมอ จนได้รับการยอมรับนับถือจากเพื่อนร่วมงาน เพราะเขาเป็นเหมือนผู้หลักผู้ใหญ่ที่ให้การช่วยเหลือเด็ก ๆ ที่เป็นเพื่อนร่วมกันทุก ๆ คน

ในหนังจะมีอยู่ฉากหนึ่ง ในขณะที่ จูลส์ กำลังทำงานอยู่ แล้วแม่โทรมา เธอก็เลยเกิดความรู้สึกหงุดหงิด และจะส่งข้อความไปเมาส์เรื่องแม่กับเพื่อน แต่ดันเกิดความผิดพลาดคือแทนที่จะส่งข้อความไปหาเพื่อน กลับกดส่งไปหาแม่แทน ซึ่งข้อความนั้นถ้าแม่ได้เห็นจะเป็นเรื่องใหญ่แน่ ๆ

เธอก็เลยถามว่าจะมีใครช่วยเหลือได้บ้าง โปรแกรมเมอร์ก็บอกว่าอยู่ดี ๆ จะไปเจาะระบบไม่ได้ เป็นเรื่องที่ไม่สมควรทำ ซึ่ง เบน ก็เลยให้คำแนะนำว่าควรจะไปขโมยเอาคอมพิวเตอร์ของแม่จูลส์ออกมา จนในที่สุดก็ต้องจัดทีม 5 คน เพื่อไปขโมยคอมพิวเตอร์ของแม่จูลส์

นอกจากเรื่องราวตลกขบขันแล้ว ฉากนี้ยังบอกเราให้รู้ว่า การที่ทุกคนจะมีความรู้สึกเป็นหนึ่งอันเดียวกันได้นั้น จะต้องผ่านโจทย์ปัญหายาก ๆ ก่อนเสมอ เวลาที่เราทำงาน ถ้าไม่เคยร่วมทุกข์ ร่วมสุข ได้ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ก็เป็นไปได้ยากที่จะสามารถหลอมรวมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันได้

เครดิตภาพ: www.pexels.com/th-th/photo/1024248/

และทั้งหมดนี้ก็คือ 9 บทเรียนธุรกิจจากหนังเรื่อง The Intern ซึ่งผมอยากให้ทุกคนที่ทำธุรกิจ ได้มีโอกาสไปดูกัน โดยผมมีประโยคสุดท้ายที่อยากฝากเอาไว้ และเป็นโยชน์ที่ผมชอบมาก

ซึ่งเป็นคำพูดของ เบน ที่เขาได้อัด VDO แล้วส่งไปให้กับบริษัทของ จูลส์ ในตอนที่เขาสัมภาษณ์งาน และมีประโยคหนึ่งที่เขากล่าวว่า “ถ้านักดนตรีคนไหน ยังมีดนตรีในหัวใจ หมายความว่าคนนั้นก็ยังเป็นนักดนตรีอยู่” ดังนั้น ไม่ว่าเราจะอายุมากขนาดไหน เราจะมีข้อจำกัดอย่างไร แต่ถ้าเรายังมีไฟที่จะทำงาน เราก็ยังสามารถที่จะทำงาน หรือทำธุรกิจได้อยู่ ดังนั้น ในวันนี้ถ้าหากใครมีความท้อแท้ ผมก็ขอเป็นกำลังใจให้กับทุกคนครับ

บทความที่น่าสนใจอื่นๆ

9 บทเรียนธุรกิจจากหนังเรื่อง The Founder

พอล ณัฐศิษฏ วาจาสิทธิศิลป์ การดูหนังถือเป็นกิจกรรมยามว่างอย่างหนึ่งที่จะให้ประโยชน์ทั้งในแง่ของสาระและความบันเทิง บางคนดูหนังเพื่อความสนุกสนาน แต่สำหรับผมเองมักจะดูหนังเพื่อค้นหาว่ามีบทเรียนอะไรแฝงอยู่ในนั้น สำหรับภาพยนตร์เรื่อง The Founder

อ่านต่อ »

สิ่งที่ควรรู้ ก่อนขายสินค้าเข้าห้าง

พอล ณัฐศิษฏ วาจาสิทธิศิลป์ สำหรับบทความที่ทุกจะได้อ่านกันต่อไปนี้นั้น ผมได้รับแรงบันดาลใจมาจากภาพยนตร์เรื่อง วัยรุ่นพันล้าน ซึ่งหลาย ๆ คนก็คงจะเคยได้รับชมกันมาแล้ว

อ่านต่อ »

10 บทเรียนสำคัญในการทำธุรกิจ

พอล ณัฐศิษฏ วาจาสิทธิศิลป์ ผมเป็นคนหนึ่งที่เฝ้าสังเกตปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในแวดวงธุรกิจมาอย่างยาวนานกว่า 20 ปี ได้เห็นทั้งความสำเร็จและความล้มเหลวของผู้คน ได้เห็นว่าทำไมคนจำนวนมากที่เข้าสู่เส้นทางธุรกิจแล้วไม่ประสบความสำเร็จ กับอีกคนจำนวนหนึ่งทำไมเข้าสู่เส้นทางธุรกิจแล้วพวกเขาจึงประสบความสำเร็จ

อ่านต่อ »

ชีวิตไม่มีวันก้าวหน้า ถ้าคุณขาดเรื่องนี้

พอล ณัฐศิษฏ วาจาสิทธิศิลป์ สำหรับในบทความนี้ เรียกได้ว่าผมได้รับแรงบันดาลใจมาจากเรื่องราวในภาพยนตร์ซีรีย์เรื่อง Glee ซึ่งเป็นเรื่องราวของการค้นหาตัวเองโดยวัยรุ่นอเมริกา ซึ่งมีอายุอยู่ในช่วงวัยมัธยมปลาย โดยในหนังเรื่องนี้จะบอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับวงดนตรี

อ่านต่อ »

รับสิทธิพิเศษมั๊ย?

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    Always Active

    ประเภทของคุกกี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้ได้อย่างเป็นปกติ และเข้าชมเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้

  • คุกกี้เพื่อการวิเคราะห์

    คุกกี้ประเภทนี้จะทำการเก็บข้อมูลการใช้งานเว็บไซต์ของคุณ เพื่อเป็นประโยชน์ในการวัดผล ปรับปรุง และพัฒนาประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ ถ้าหากท่านไม่ยินยอมให้เราใช้คุกกี้นี้ เราจะไม่สามารถวัดผล ปรับปรุงและพัฒนาเว็บไซต์ได้

Save
Scroll to Top

ลงทะเบียนตอนนี้ รับ E-Books ฟรี!!